วรรณกรรมท้องถิ่นภาคเหนือ เป็นอีกหนึ่งวรรณกรรมที่มีการถ่ายทอดมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัยพญาเม็งราย ก่อนยุครัตนโกสินทร์เสียอีก มีการค้นพบวรรณกรรมอันทรงคุณค่า จนมีการถ่ายทอดมาถึงยุคปัจจุบัน

โดยวรรณกรรมท้องถิ่นภาคนี้ มีการบันทึกเรื่องราวในอดีตของคนท้องถิ่น ซึ่งมีประเภทของวรรณกรรม 2 ประเภท คือ…

  • การถ่ายทอดด้วยปากเปล่าเป็นการบอกเล่าหรือการขับร้อง
  • การเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร

ได้แก่ คำกลอนบันทึกทางประวัติศาสตร์ นิทานหรือตำราความรู้ต่างๆ โดยใช้ภาษาท้องถิ่นในการจดบันทึก มีรูปแบบการประพันธ์ด้วยภาษาท้องถิ่นที่สวยงาม

สำหรับทางภาคเหนือนิยมใช้บทร้อยกรอง ในการเรียงร้อยถ้อยคำที่สอดคล้อง และอิงสำเนียงภาษาท้องถิ่น เพื่อให้สามารถออกเสียงเป็นทำนองอย่างไพเราะ ซึ่งเป็นรูปแบบคำประพันธ์ในการแต่งวรรณกรรมที่เป็นเอกลักษณ์แตกต่างจากวรรณกรรมท้องถิ่นในภาคอื่น

โดยส่วนใหญ่เนื้อหาของวรรณกรรมทางภาคเหนือ จะคล้ายคลึงกับวรรณกรรมของทางภาคอีสาน คือ มุ่งเน้นเรื่องราวทางศาสนา

ประเพณีภาคเหนือ

โดยนิทานที่ได้รับความนิยมในการมาใช้ประพันธ์วรรณกรรมนั้นก็คือนิทานชาดกและวรรณกรรมคำสอน ส่วนใหญ่เนื้อหาจะมุ่งสอนจริยธรรมให้กับสังคม โดยยึดหลักภายใต้หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา ควบคู่กับการให้ความบันเทิงแก่ผู้อ่าน

และอีกหนึ่งลักษณะวรรณกรรมภาคเหนือ ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากก็คือ…

การบรรยายชีวิตและเรื่องราวของชาวบ้านท้องถิ่นในรูปแบบละครพื้นบ้าน และเหตุการณ์ภายในครอบครัวที่มีทั้งสุข ทุกข์ และปัญหาต่างๆ

พร้อมทั้งคำสอนคติธรรมแนวคิดในการแก้ปัญหา ทำให้เรามองเห็นข้อมูลหนึ่ง อย่างที่ถูกถ่ายทอดลงในวรรณกรรมภาคเหนือก็คือ

การสะท้อนวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ดีงามของทางภาคเหนือ

รวมถึงการเล่าเรื่องราวต่างๆ ภายในเนื้อหาของวรรณกรรม ทำให้เรามองเห็นภูมิประเทศทางภาคเหนือในช่วงเวลานั้น รวมถึงชีวิตความเป็นอยู่ ค่านิยม และประเพณีอันดีงามในอดีต ที่สามารถสะท้อนความเป็นอยู่ของคนภาคเหนือในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี

วรรณกรรมภาคเหนือ ใช้พุทธศาสนาสอดแทรก

คุณค่าของ วรรณกรรมภาคเหนือ

เนื้อหาภายในวรรณกรรมภาคเหนือ เรียกได้ว่าเปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางมรดกวัฒนธรรมที่ควรศึกษาไว้ให้คนรุ่นหลัง เนื่องจากภายในงานเขียนที่รังสรรค์ออกมาด้วยภาษาที่สวยงาม รวมทั้งการบันทึกข้อมูลในอดีต ให้เราได้ทราบถึงความเป็นอยู่ และความเชื่อของคนยุคนั้น รวมทั้งการสอดแทรกหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาที่ดีงาม เพื่อให้สังคมสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข

โดยภายในวรรณกรรมท้องถิ่นภาคเหนือ มักมีการสอดแทรกคติเตือนใจ เพื่อสอนให้คนเป็นคนดีมีการใช้ภาษาด้วยถ้อยคำที่สวยงาม รวมถึงท่วงทำนองของบทเพลงและบทกวี ที่สอดคล้องกันอย่างลงตัว รวมทั้งหลักคำสอนและการถ่ายทอดปรัชญาทางศาสนา ซึ่งเป็นจุดศูนย์รวมจิตใจของประชาชนให้ยึดเหนี่ยวไว้เป็นเครื่องมือในการดำรงชีวิต ทำให้ผู้ที่ได้รับฟังและอ่านวรรณกรรมชนิดนี้ สามารถเพิ่มพูนความรู้และมีหลักการแนวทางในการดำรงชีวิต

ซึ่งเป็นมรดกอันทรงคุณค่าที่คนไทยและคนท้องถิ่นควรอนุรักษ์ไว้ โดยคุณค่าของวรรณกรรมยังสามารถใช้สอนคนในยุคปัจจุบันได้อย่างร่วมสมัย หากเราปฏิบัติและทำความเข้าใจในวรรณกรรมท้องถิ่นของภาคนี้ เชื่อได้ว่าสภาพสังคมในยุคปัจจุบันนี้จะเต็มไปด้วยความสงบสุขและรู้จักการเข้าสังคมที่ดีช่วยลดปัญหาต่างๆทางสังคมที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้อย่างยอดเยี่ยม

 

ตัวอย่างวรรณกรรมท้องถิ่นภาคเหนือ

นิราศหริภุญชัย

นิราศหริภุญชัย  เป็นวรรณกรรมที่คาดว่า มีการแต่งขึ้นในช่วงเวลา พ.ศ.2000 -2060 เป็นผลงานของนักกวีในราชสำนักของเชียงใหม่ ที่มีการบรรยายข้อมูลในระหว่างการเดินทาง เพื่อไปนมัสการพระธาตุหริภุญชัยในจังหวัดลำพูน

ในระหว่างทางที่มีการเดินทางนั้น ทางนักกวีได้ใช้พาหนะเป็นขบวนเกวียนจากทางเชียงใหม่ และมีการผ่านสถานที่สำคัญต่างๆ ซึ่งมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ เช่น

วัดพระสิงห์ วัดศรีเกิด วัดชัยพระเกียรติ ศาลพญามังราย ประตูเชียงใหม่ วัดพระธาตุคำ เวียงกุมกาม

เมื่อเดินทางมาถึงเมืองลำพูน ได้พักในบริเวณวัดพระยืน 1 คืน หลังจากนั้น จึงเดินทางกลับเมืองเชียงใหม่ ซึ่งตลอดทาง นักกวีนอกจากจะมีการพรรณนาถึงความสวยงามสองข้างทางแล้ว ยังจดบันทึกการเดินทางเกี่ยวกับสถานที่ต่างๆ ยังใช้ภาษาในการพรรณนาถึงนาง.. อันเป็นที่รักได้อย่างไพเราะ

โคลงอมรา

โคลงอมรา เป็นวรรณกรรมท้องถิ่นทางภาคเหนือที่แต่งด้วยการใช้โคลงสี่สุภาพ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความรักโดยจุดเด่นของของธรรมดาคือการเลือกใช้ภาษาในการแสดงความรู้สึกเกี่ยวกับความรักและการพรรณนาเกี่ยวกับความรักและนางอันเป็นที่รักได้อย่างสวยงาม

โคลงพระลอสอนโลก

โคลงพระลอสอนโลก เป็นวรรณกรรมที่ถูกประพันธ์ขึ้นโดยเนื้อหาของบทประพันธ์ให้ความสำคัญเกี่ยวกับคำสอนที่ควรปฏิบัติของเหล่าขุนนางและการดำรงชีวิติเพื่อนำไปใช้ปฏิบัติตนโดยใช้โครงสี่สุภาพในการประพันธ์มีทั้งหมด 71 บท

โคลงเจ้าวิทูรสอนหลาน

โคลงเจ้าวิทูรสอนหลาน เป็นวรรณกรรมประเภทคำสอนที่ถูกแต่งขึ้นเพื่อใช้เป็นข้อมูลให้กับการปฏิบัติตนของเหล่าเจ้านายซึ่งเนื้อหามีการแต่งใช้โครงสี่สลับกับโคลงสอง จำนวน 258 บท เป็นอีกหนึ่งงานที่ใช้ภาษาได้อย่างสละสลวยและสอดแทรกการดำรงตนที่ดีของคนในอดีต

 

โคลงค่าวริร่ำถ้อยเมืองพิงค์ เป็นอีกหนึ่งวรรณกรรมอันทรงคุณค่าทางภาคเหนือที่มีการประพันธ์ขึ้นโดยกล่าวถึงเมืองเชียงใหม่ในยุคที่ตกเป็นเมืองขึ้นของทางพม่าและอยู่ภายใต้การปกครองของทางพม่าจนถึงสมัยของพระเจ้ากาวิละซึ่งเป็นผู้กอบกู้เอกราชและยังพูดถึงข้อมูลทางประวัติศาสตร์ในช่วงเจ้าเจ็ดตนปกครองเมือง เป็นอีกหนึ่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ของทางล้านนาอันทรงคุณค่าที่ถูกบันทึกไว้ในโครงกลอน

 

โคลงนพบุรีกำสรวล เป็นวรรณกรรมที่ถูกแต่งขึ้นโดยใช้โครงสี่สุภาพจำนวน 149 บท โดยเนื้อหาภายในกล่าวถึงประวัติศาสตร์ของล้านนาในช่วงยุคพ.ศ. 2317 – 2318 ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงที่เกิดเหตุการณ์รบกันระหว่างล้านนากับพม่าและมีกองทัพไทยยกทัพขึ้นมาช่วยในการรบ โดยผู้แต่งบทวรรณกรรมนี้ได้เขียนขึ้นเพื่อถวายแด่กษัตริย์เชียงใหม่

 

วรรณกรรมท้องถิ่นภาคเหนือ เป็นที่เป็นแหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่า ที่ถูกสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ทำให้เราสามารถเข้าใจช่วงเวลาของ การเมือง การปกครอง ทางภาคเหนือเป็นอย่างดี โดยข้อมูลในเนื้อหา เน้นถ่ายทอดถึงการดำรงตน ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม และมีการใช้หลักพระพุทธศาสนาเข้ามา ในการการขัดเกลาจิตใจของคนในยุคนั้น รวมทั้งการบันทึกข้อมูลประวัติศาสตร์ไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาต่อไป

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *